Skip to content. | Skip to navigation

Personal tools
Log in Register
This Logo Viewlet registered to qPloneSkinBusiness4 product
You are here: Home แนะนำหนังสือภาพสำหรับเด็ก ไม่อยากเป็นควาย

ไม่อยากเป็นควาย

เรื่อง : ดร.สายสุรี จุติกุล ภาพ : ศ.ดร.แสงอรุณ รัตกสิกร สำนักพิมพ์ ชมรมเด็ก บทความ : ธีรวงศ์ ธนิษฐ์เวธน์
ไม่อยากเป็นควาย

ไม่อยากเป็นควาย

เมื่อจับหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาอ่านครั้งแรกๆ รู้สึกเหมือนไม่ค่อยมีอะไร เนื่องจากเรื่องราวในเล่มมีลักษณะคล้ายคลึงกับนิทานอีกหลายเรื่อง ทั้งนิทานโบราณเช่น เรื่อง “ฤาษีกับหนู” และหนังสือที่แต่งขึ้นมาใหม่อย่าง “หมูเรื่องมาก” รวมทั้งหนังสือเล่มเล็กอีกหลายๆเรื่อง แต่ผู้ประพันธ์จำนวนไม่มากนัก ที่สามารถแต่งเรื่องและออกแบบภาพได้อย่างรู้ใจเด็กๆ สามารถผูกเรื่องราวสื่อสารไปถึงเด็กๆ ได้อย่างมีพลังและสนุกสนานให้ความรู้สึกใกล้ตัว มีอรรถรสของความเป็นหนังสือภาพ ถ้าจะลำดับหนังสือภาพของไทยที่แต่งขึ้นในแบบอย่างหนังสือสมัยใหม่มีความสวยงามทางภาษา ให้อารมณ์ละเมียดละไมแล้วละก็ ไม่อยากเป็นควาย น่าจะอยู่บนแท่นหมายเลขหนึ่ง เพราะความพิเศษของ ไม่อยากเป็นควายอยู่ที่ความเป็นเด็ก ทั้งวิธีคิดและการนำเสนอก็เป็นไปในรูปแบบหนังสือเด็ก

อย่างไรก็ตาม เราสามารถสัมผัสถึงพลังของภาพประกอบได้อย่างชัดเจนโดยไม่ต้องอาศัย การสังเกต เจาะลึก เพราะแม้ผู้ประพันธ์และผู้ออกแบบภาพจะไม่ได้ทำงานร่วมกันในทุกขั้นตอนก็ตาม แต่ภาพและเรื่องก็ผสานกลมกลืนกันราวกับเป็นงานของบุคคลเดียว และหากมองอย่างพินิจพิเคราะห์แล้ว จะเห็น อารมณ์ขันที่ลุ่มลึก สำรวม ซึ่งเป็นสิ่งที่เราไม่ค่อยจะได้เห็นบ่อยนักในหนังสือภาพสำหรับเด็ก

0_090827_01.jpgภาพประกอบฝีมือ ศาสตราจารย์แสงอรุณ รัตกสิกรเล่าเรื่องอย่างอิสระ สนุกสนาน หลากหลาย เทคนิค ปราศจากกรอบบังคับ ดังจะเห็นได้ในหน้า 11 ที่ใช้ทั้งวิธีวาดและตัดปะ (collage) ทั้งการจัดองค์ประกอบศิลป์แต่ละหน้าก็แตกต่างกันดูเผินๆ แล้วเหมือนไม่มีเอกภาพ แต่หากดูอย่างจริงจังจะเห็นว่าผู้ออกแบบกำลังสนุกสนานไปกับเรื่องราวเหมือนเด็กที่กำลังเล่น ซึ่งเป็นการบอกเราด้วยว่าท่านสามารถรักษาความเป็นเด็กไว้ได้จนถึงขณะนั้นและใช้ความสดอย่างเด็กๆ ได้ทุกอารมณ์ เช่น ท่าทีของควายที่ลุกขึ้นแต่งสูท แต่ทำท่า งงๆช่างน่ารักน่าชัง ส่วนภาพคุณลิงในหน้า 17 นั้นเหมือนจะล้อเลียนใครอยู่เลยทีเดียว

อีกอารมณ์หนึ่งที่นับว่าสนใจมากที่สุดในหนังสือเล่มนี้คือ ความรู้สึกในภาพที่ทำให้เราสัมผัสได้ถึงสิ่งที่เรียกว่า กลิ่นโคลนสาบควาย (หลายคนที่เกิดและเติบโตในครอบครัวชาวไร่ชาวนาคงเห็นด้วยกับผู้เขียน) ถึงขั้นได้กลิ่นท้องไร่ท้องนา ทั้งยังรับรู้ได้ถึงความรู้สึกสงบ ชุ่มเย็น เหมือนยืนอยู่บนท้องทุ่ง ในตอนเริ่มเรื่องและตอนจบ

วิธีการเล่าเรื่องและท่าทีการเสนอเรื่องราวนั้นเต็มไปด้วยความหวัง ให้โอกาสและเป็นบวกอันเป็นท่าทีของครูที่ท่านผู้ประพันธ์เป็นอยู่โดยจิตวิญาณ เพราะนักการศึกษาย่อมเชื่อมั่นในจิตสำนึกด้านบวกของมนุษย์อยู่เสมอ ไม่ย่อท้อต่อความไม่เข้าใจความไม่เชื่อมั่นของผู้อื่นและไม่สั่งสอนด้วยวิธีบังคับหรือชี้นำ หากให้โอกาสหาข้อสรุปจากประสบการณ์ที่ผ่านมาด้วยตนเอง

เรื่องราวที่ปรากฏในหนังสือจึงไม่มีท่าทีสั่งสอนหรือการลงโทษให้หลาบจำ แต่ให้ตัวละครได้โลดแล่นไปกับเรื่องราวต่างๆ ในชีวิตด้วยตนเอง สัมผัสและเรียนรู้ด้วยตนเอง จนถึงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้ด้วยตนเอง จนเกิดสิ่งที่เรียกว่่า ปัญญา หากย้อนกลับไปที่หน้าปก ชื่อเรื่องที่ท่านผู้ประพันธ์ตั้งไว้ (ไม่ว่าจะด้วยเจตนาใดก็ตาม) จะให้ความรู้สึกของการเสียดสีหรือเป็นไปในทางอื่น ซึ่งไม่อาจคาดเดาเนื่องจากความเป็นควายนั้นมักถูกตราว่าไม่ฉลาดอย่างร้ายแรง (ทั้งที่ควายเป็นเพื่อนสนิทของชาวนาเป็นผู้มีพระคุณ) แต่ควายในเรื่องนี้เป็นควาย ที่สง่าผ่าเผย ทัดเทียมกับคน เรียนรู้ที่จะกระทำการหลายอย่างเช่นคน ไม่มีอาการเคอะเขิน เพียงแต่ไม่มี ความสุข เพราะขาดความคุ้นชินตามธรรมชาติ ควายจึงดูมีศักดิ์ศรีไม่ด้อยไปกว่าคน เพียงแต่มีธรรมชาติที่แตกต่างเท่านั้น

ในทางกลับกันการที่ควายอยากเป็นคน ทำตัวเหมือนคน ใช้ชีวิตเหมือนคนก็เป็นอารมณ์ขัน ที่น่ารักและลึกซึ้งของผู้ประพันธ์ กระทั่งเรื่องราวมาลงเอยเมื่อได้กลับไปสัมผัสชีวิต ที่คุ้นเคยแบบควาย เช่น ควายทั่วไปไม่มีความขุ่นข้องหมองใจใดๆ ปะปนอยู่เลย เพราะความเป็นตัวของตัวเองนั้นโปร่งสบาย ไม่อึดอัด ไม่จำเป็นต้องดัดต้องฝืน ไม่ต้องเสแสร้ง จึงสบายทั้งกายและใจ แล้วจะอยากเป็นคนไปทำไม เป็นควายอย่างเคยดีกว่าท่าทีของการเล่าเรื่องตอนนี้จึงมีสารที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวมันเองอยู่มาก การให้ควายต้องเดินตามไส้เดือนเป็นวันเพื่อไปสู่หนองน้ำนั้นมีนัยให้คิดคำนึงอยู่พอสมควรเพราะหากควายจะเดินเองก็คงไม่กี่ก้าว แต่ผู้เล่าพัก ให้ควายได้คิดได้พินิจพิเคราะห์ถึงตนเอง ทำความเข้าใจด้วยตนเองก่อนไปสู่บทสรุปอันอลังการด้วยความสุขและเบิกบาน เช่น เดียวกับภาพยนตร์เรื่องใหญ่ที่จบอย่างมีพลังหลัังจากทนทุกข์มาแสนนาน การพักเรื่องด้วย อารมณ์ขันของผู้เล่า (ผู้ประพันธ์) ในตอนนี้จึงมีสารซ่อนให้คิด อยู่ด้วยทั้งเป็นอารมณ์ขันลึก ที่เรียกเสียงหึๆ ในลำคอจากผู้ฟังผู้ใหญ่ได้เสมอ ความดีงามทั้งหลายของหนังสือเล่มนี้จึงสรุปอยู่ที่สาระ วิธีการเล่าเรื่องของผู้ประพันธ์และผู้ทำภาพประกอบ ซึ่งทั้งสองท่านเต็มเปี่ยมไปด้วยวุฒิภาวะและก็ทำให้แลเห็นความเป็นเด็ก ที่ไม่ได้จางหายไป จากทั้งสองท่าน อันเป็นแบบอย่างของผู้ใหญ่และครูที่ดีที่ควรจะมีมากๆในสังคมของเรา

Navigation